การขอใบเสนอราคาเครื่องร่อนโดยแจ้งเพียงว่า “ต้องการเครื่องร่อนแป้ง 1,000 kg/hr” ยังไม่เพียงพอสำหรับกำหนด สเปกเครื่องร่อนผงอุตสาหกรรม ที่เหมาะกับงานจริง เพราะวัตถุดิบแต่ละชนิดมี Bulk Density, ขนาดอนุภาค, ความชื้น และพฤติกรรมการไหลแตกต่างกัน
ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ราคาที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ แต่รวมถึง Capacity จริงต่ำกว่าเป้าหมาย ตะแกรงอุดตันบ่อย เกิด Bottleneck หรือจำเป็นต้องปรับแก้เครื่องหลังติดตั้ง
ดังนั้น Engineer, Production และ Procurement ควรกำหนดข้อมูลพื้นฐานของกระบวนการให้ครบก่อนส่ง RFQ
คำตอบแบบสรุป: ก่อนขอราคาเครื่องร่อนผง ควรเตรียมอย่างน้อย 12 ข้อมูล ได้แก่ ชนิดวัตถุดิบ, Bulk Density/Flowability, ความชื้น, Particle Size, Mesh, Capacity, เป้าหมายการร่อน, ระบบ Feed/Discharge, วัสดุสัมผัสผลิตภัณฑ์, Utility/พื้นที่ติดตั้ง, Cleaning/Hygiene และการเชื่อมต่อกับเครื่องก่อน–หลัง เพื่อให้ Supplier เลือกเครื่องและประเมินราคาอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน
ทำไมต้องกำหนด สเปกเครื่องร่อนผงอุตสาหกรรม ก่อนขอราคา?
เครื่องร่อนผง (Vibratory Sifter) ใช้การสั่นเพื่อช่วยกระจายวัตถุดิบบนตะแกรง แล้วแยกอนุภาคตามขนาดช่องเปิด แต่ “ขนาดเครื่อง + Mesh” ไม่ได้เป็นตัวกำหนด Capacity เพียงอย่างเดียว
ในการทดสอบเครื่องร่อนจริง ข้อมูลประกอบการประเมินครอบคลุม Bulk Density, Particle Size Distribution, Free Moisture, Blinding Tendency, Feed Rate, Mesh Size และการตั้งค่าการสั่น แสดงให้เห็นว่าการระบุ Capacity โดยไม่มีคุณสมบัติวัตถุดิบประกอบอาจให้ผลคลาดเคลื่อนได้มาก
ดังนั้นการขอราคาจาก Supplier 3 รายโดยส่งข้อมูลไม่เหมือนกัน อาจทำให้ได้เครื่องคนละขนาด คนละระบบ และราคาแตกต่างกันจนเปรียบเทียบไม่ได้อย่างยุติธรรม
1. ระบุชนิดและลักษณะวัตถุดิบ
เริ่มจากชื่อวัตถุดิบ เช่น แป้งสาลี น้ำตาล ผงโกโก้ เครื่องเทศ หรืออาหารเสริม พร้อมอธิบายลักษณะที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ผงละเอียดหรือหยาบ
- ฟู เบา หรือมีความหนาแน่นสูง
- เหนียวหรือมีไขมัน
- เกาะตัวหรือเกิดก้อนได้ง่าย
หากเป็นสูตรผสมหลายวัตถุดิบ ควรใช้ตัวอย่างสูตรที่ใกล้เคียงสินค้าจริงที่สุด
2. Bulk Density และ Flowability
น้ำหนัก 1,000 kg/hr ของผงสองชนิดอาจต้องการพื้นที่ตะแกรงและ Feed Rate แตกต่างกัน เพราะปริมาตรของวัตถุดิบไม่เท่ากัน
จึงควรแจ้ง Bulk Density (kg/m³) หากมีข้อมูล และบอกลักษณะการไหล เช่น Free-flowing, Cohesive หรือเกิด Bridging ใน Hopper ได้ง่าย
3. ความชื้นและแนวโน้มการจับตัว
ผงที่มีความชื้น ไขมัน หรือแรงยึดเกาะระหว่างอนุภาคสูงมีโอกาสเกิด Screen Blinding หรือช่องตะแกรงถูกอุดตัน
การร่อนผงละเอียดหรือผงที่จัดการยากสามารถทำให้ช่องตะแกรงถูกบล็อก ส่งผลให้พื้นที่เปิดลดลง Capacity ลด และต้องหยุดทำความสะอาดมากขึ้น
ดังนั้นอย่าระบุเพียงว่า “เป็นผง” ควรแจ้ง Moisture Content หรือส่งตัวอย่างให้ทดสอบเมื่อเป็นไปได้
4. Particle Size ก่อนเข้าเครื่อง
แจ้งขนาดอนุภาคก่อนร่อน หรือ Particle Size Distribution หากมีผลวิเคราะห์
ข้อมูลนี้ช่วยประเมินว่าอนุภาคส่วนใหญ่เล็กกว่าช่องตะแกรงมากหรืออยู่ใกล้ขนาด Mesh เพราะหากอนุภาคจำนวนมากมีขนาดใกล้ช่องเปิด โอกาสเกิดการติดตะแกรงและ Capacity ลดลงจะสูงขึ้น
5. Mesh Size ที่ต้องการ
อย่าระบุว่า “ต้องการผงละเอียด” เพียงอย่างเดียว ควรกำหนด Mesh หรือขนาดช่องเปิดเป็น micron/mm พร้อมบอกวัตถุประสงค์ของตะแกรง
ตัวอย่างเช่น 30 Mesh เพื่อแยกก้อน กับ 100 Mesh เพื่อควบคุม Particle Size เป็นคนละโจทย์กัน แม้ว่าจะใช้เครื่องร่อนประเภทเดียวกัน
6. Capacity เป้าหมาย
กำหนด Capacity เป็น kg/hr พร้อมระบุว่าเป็น
- Average Capacity
- Peak Capacity
- Continuous Operation หรือ Batch
และควรแจ้ง Capacity ของเครื่องก่อนและหลังจุดร่อนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องร่อนกลายเป็น Bottleneck
ข้อมูลเครื่องที่ให้มาในบรีฟระบุช่วงกำลังการผลิต 100–3,000 kg/hr และตะแกรง 10–400 Mesh แต่ค่าที่ใช้งานจริงควรพิจารณาร่วมกับวัตถุดิบ Mesh และเงื่อนไข Feed ของแต่ละงาน
7. ระบุเป้าหมายการร่อนให้ชัด
เครื่องเดียวกันอาจถูกใช้ต่างวัตถุประสงค์ ได้แก่
Safety Screening: กำจัดก้อนหรือสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้าสู่กระบวนการถัดไป
Grading: แบ่งวัตถุดิบออกเป็นหลายช่วงขนาด
De-lumping: แตกและแยกก้อนวัตถุดิบ
การกำหนดหน้าที่ให้ชัดช่วย Supplier เลือกจำนวนชั้นตะแกรง Outlet และรูปแบบการไหลได้ถูกต้อง
8. Feed และ Discharge
แจ้งว่าเครื่องก่อนหน้าเป็นอะไร เช่น Bag Dump, Screw Conveyor, Vacuum Conveyor หรือ Mixer รวมถึงตำแหน่งและขนาด Outlet
Feed ที่ไม่สม่ำเสมอหรือเทวัตถุดิบลงตะแกรงเร็วเกินไปสามารถทำให้ Capacity ที่คำนวณไว้ไม่เกิดขึ้นจริง
9. วัสดุส่วนสัมผัสผลิตภัณฑ์
สำหรับงานอาหาร SUS304 เป็นวัสดุที่ใช้แพร่หลาย ส่วน SUS316L มีความทนทานต่อการกัดกร่อนจากสภาพแวดล้อมที่มี Chloride มากกว่า จึงควรพิจารณาตามวัตถุดิบและ Cleaning Chemical จริง ไม่จำเป็นต้องเลือก 316L ทุกงาน
10. Utility และพื้นที่ติดตั้ง
แจ้งข้อมูลอย่างน้อยเรื่อง
- แรงดันไฟและ Phase
- พื้นที่กว้าง × ยาว × สูง
- ระดับ Inlet/Outlet
- ข้อจำกัด Headroom
- ระบบลำเลียงที่ต้องเชื่อมต่อ
เครื่องในบรีฟนี้ระบุระบบไฟ 380V / 3 Phase / 50Hz จึงควรตรวจสอบ Utility ที่หน้างานก่อนสั่งผลิต
11. Cleaning, Hygiene และมาตรฐาน
เครื่องจักรอาหารควรพิจารณาความสะดวกในการถอดล้าง พื้นที่สะสมผง รอยต่อ และการเข้าถึงจุดสัมผัสผลิตภัณฑ์
เครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตอาหารควรออกแบบและติดตั้งโดยคำนึงถึงการป้องกันการปนเปื้อน รวมถึงสามารถทำความสะอาดและบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563 หรือ GMP 420 กำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต ตลอดจนการทำความสะอาดและการบำรุงรักษาไว้ในข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับสถานที่ผลิตอาหาร
12. ระบุการเชื่อมต่อกับ Production Line
Supplier ควรรู้ว่าเครื่องร่อนจะอยู่ตำแหน่งใด เช่น
Mixer → Sifter → Vacuum Conveyor → Packing Machine
เพราะ Capacity ของเครื่องร่อนต้องสัมพันธ์กับเครื่องก่อนและหลัง ไม่ใช่พิจารณาเป็นเครื่องเดี่ยว
Checklist 12 ข้อสำหรับส่ง RFQ สเปกเครื่องร่อนผงอุตสาหกรรม
| ข้อมูลที่ต้องส่ง | ตัวอย่างข้อมูล |
| 1. วัตถุดิบ | แป้ง / น้ำตาล / ผงโกโก้ |
| 2. Bulk Density / Flowability | kg/m³, Free-flowing/Cohesive |
| 3. Moisture | % หรือข้อมูลการจับตัว |
| 4. Particle Size ก่อนร่อน | µm / mm / PSD |
| 5. Mesh ที่ต้องการ | เช่น 30, 60, 100 Mesh |
| 6. Capacity | kg/hr |
| 7. จุดประสงค์ | Safety / Grading / De-lumping |
| 8. Feed & Discharge | Hopper / Screw / Vacuum |
| 9. Contact Material | SUS304 / SUS316L |
| 10. Utility & Space | Voltage, Phase, W×L×H |
| 11. Cleaning / Hygiene | Dry/Wet Cleaning, GMP/HACCP requirement |
| 12. เครื่องก่อน–หลัง | Mixer, Conveyor, Packing |
หากข้อมูลบางข้อยังไม่มี การส่งตัวอย่างวัตถุดิบให้ทดลองร่อนภายใต้ Mesh และ Feed Rate ที่ใกล้กับกระบวนการจริง มักมีประโยชน์กว่าการเลือกเครื่องจาก Capacity ใน Catalog เพียงอย่างเดียว
ค่าจริงควรยืนยันด้วยการทดลองวัตถุดิบภายใต้เงื่อนไขการผลิตที่ใกล้เคียงกับหน้างาน
ก่อนตัดสินใจสั่งเครื่อง
เป้าหมายของการเตรียม Specification ไม่ใช่เพียงทำให้ Supplier เสนอราคาได้เร็วขึ้น แต่ช่วยให้ Engineer และ Procurement เปรียบเทียบข้อเสนอแต่ละรายบน Basis of Design เดียวกัน
หากกำลังเตรียม RFQ และยังไม่แน่ใจเรื่อง Mesh, Capacity หรือรูปแบบการเชื่อมต่อกับไลน์ สามารถนำข้อมูลวัตถุดิบและเงื่อนไขการผลิตมาประเมินร่วมกันก่อนเลือกเครื่องได้ โทรปรึกษา 081-110-8713
คำถามที่พบบ่อย FAQ
ไม่จำเป็น Capacity จริงขึ้นอยู่กับ Bulk Density, Particle Size, Mesh, ความชื้น, Flowability, สัดส่วน Oversize และ Feed Rate ดังนั้นตัวเลข Capacity จาก Catalog ควรใช้เป็นช่วงอ้างอิง และยืนยันกับวัตถุดิบจริงอีกครั้ง
Mesh ยิ่งละเอียด Capacity จะยิ่งลดหรือไม่?
โดยทั่วไปช่องเปิดที่ละเอียดขึ้นทำให้พื้นที่สำหรับอนุภาคผ่านมีข้อจำกัดมากขึ้น และผงบางชนิดเกิด Mesh Blinding ได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตามผลจริงขึ้นกับคุณสมบัติวัตถุดิบและระบบตะแกรง จึงไม่ควรกำหนดอัตราการลด Capacity แบบตายตัว
ควรเลือก SUS304 หรือ SUS316L?
SUS304 เหมาะกับงานอาหารจำนวนมาก ส่วน SUS316L มีความต้านทานการกัดกร่อน โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ Chloride สูงกว่า การเลือกควรดูทั้งผลิตภัณฑ์ Cleaning Chemical อุณหภูมิ และข้อกำหนดของโรงงาน

